ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems)

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


1.ระบบย่อยของระบบสาสนเทศเพื่อการจัดการ(MIS Subsystem) สามารถแบ่งระบบย่อยสารสนเทศเพื่อการจัดการได้ตามหน้าที่ในองค์การเป็น 4ระบบ ดังต่อไปนี้ จงอธิบายแต่ละระบบมาพอเข้าใจพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
1.1ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ (Transaction Processing System)

ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ (Transaction Processing System) หมายถึงระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อให้ทำงานเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในองค์การ
                   หน้าที่หลักของTPS

1.  การทำบัญช๊ทำหน้าที่ในการเก็บบันทึกการปฏิบัติงานหรือเหตุการณ์ทางการบัญชีที่เกิดขึ้นในแต่ละวันขององค์การ

2.  การออกเอกสาร ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละวันขององค์การ

3.             การทำรายงานควบคุม ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่างๆที่มีผลมาจากการดำเนินงานขององค์การ วัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานขององค์การ

ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการดำเนินงานทางธุรกิจ

1.             ความผิดพลาดที่เกิดจากความสะเพร่า

2.             การใช้แรงงานมาก

3.             การสูญหายของข้อมูล

4.             การตอบสนองที่ล่าช้า

วงจรการทำงานของTPS

1.             การป้อนข้อมูล ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

2.             การประมวลผลหรือการปฏิบัติงานกับข้อมูล

3.             การปรับปรุงฐานข้อมูล

4.             การผลิตรายงานและเอกสาร

5.             การให้บริการสอบถาม

ระบบย่อยของTPS

1.             ระบบจ่ายเงินเดือน ทำหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินเดือน รวมทั้งการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานแต่ละคน

2.             ระบบบันทึกคำสั่ง ทำหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบันทึกการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า

3.             ระบบสินค้าคงคลัง ทำหน้าที่ดูแลให้สินค้าแต่ละชนิดมีปริมาณที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานของธุรกิจ

4.             ระบบใบกำกับสินค้า ทำหน้าที่ออกใบห่อของและใบกำกับสินค้าที่ส่งใบยังลูกค้า

5.             ระบบส่งสินค้า ควบคุมการสั่งสินค้าที่ได้รับการบรรจุหีบห่อให้ถึงมือผู้รับ

6.             ระบบบัญชีลูกหนี้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้า การชำระเงิน และยอดงบดุลของลูกค้าแต่ละคน

7.             ระบบสั่งซื้อสินค้า ทำหน้าที่จัดซื้อสินค้าตามความต้องการในการดำเนินธุรกิจขององค์การ

8.             ระบบรับสินค้า เป็นระบบสารสนเทศที่อยู่ในแผนกตรวจรับสินค้า

9.              ระบบบัญชีเจ้าหนี้ ทำหน้าที่ช่วยดูแลการจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายวัตถุดิบ

10.      ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลทางการบัญชีจากระบบย่อยอื่นๆ

1.2 ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ (Management Reporting System)

ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ (Management Reporting System) หมายถึงระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อรวบรวม ประมวลผล จัดระบบ และจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร

คุณสมบัติของ MRS

1.             สามารถสนับสนุนการตัดสินใจทั้งที่เป็นแบบโครงสร้างและกึ่งมีโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ

2.             ผลิตเอกสารหรือรายงานตามตารางที่กำหนด

3.             ถูกผลิตออกมาในรูปแบบที่คงที่หรือถูกกำหนดไว้ ให้สามารถนำไปใช้งานได้ตามต้องการ

ประเภทของรายงาน

1.             รายงานที่ออกตามตาราง จัดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด

2.             รายงานที่ออกในกรณีพิเศษ จัดทำขึ้นเมื่อมีสิ่งผิดปกติหรือปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น

3.             รายงานที่ออกตามความต้องการ จัดทำขึ้นตามความต้องการของผู้บริหาร

4.             รายงานที่ออกเพื่อพยากรณ์ใช้ข้อสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร

คุณสมบัติของสารสนเทศในระบบจัดทำรายงาน

1.             ตรงประเด็น

2.             ความถูกต้อง

3.             ถูกเวลา

4.             สามารถพิสูจน์ได้

ประเภทสำนักงาน

1.             การตัดสินใจ

2.             การจัดเอกสาร

3.             การเก็บรักษา

4.             การจัดเตรียมข้อมูล

5.             การติดต่อสื่อสาร


1.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Supporting System)

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Supporting System) หมายถึง ระบบสารสนเทศที่จัดหาหรือเตรียมข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหาร เพื่อจะช่วยในการตัดสินใจหาหรือเลือกโอกาสที่เกิดขึ้น

ระดับการตัดสินใจภายในองค์การ

1.             การตัดสินใจระดับกลยุทธ์ เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในองค์การ

2.             การตัดสินใจระดับยุทธวิธี เป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับกลาง

3.             การตัดสินใจระดับปฏิบัติการ เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเฉพาะด้าน

กระบวนการตัดสินใจ

1.             การใช้ความคิดประกอบเหตุผล

2.             การออกแบบ

3.             การคัดเลือก

ประเภทของการตัดสินใจ

1.             การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเป็นกิจวัตร

2.             การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่อาจวางแผนไว้ล่วงหน้า

3.             การตัดสินใจแบบกึ่งมีโครงสร้าง เป็นการตัดสินใจที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจทั้ง 2 ประเภทข้างต้น

ส่วนประกอบของDSS

1.             อุปกรณ์ เป็นส่วนประกอบแรกและเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ DSS แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1)            อุปกรณ์ประมวลผล

2)            อุปกรณ์สื่อสาร

3)            อุปกรณ์แสดงผล DSS

2.             ระบบการทำงาน เป็นส่วนประกอบหลักของ DSS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

1)            ฐานข้อมูล

2)            ฐานแบบจำลอง

3)            ระบบชุดคำสั่งของDSS

3.             ข้อมูล ได้รับการออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกัน

4.             บุคลากร เกี่ยวข้องตั้งแต่การกำหนดปัญหาและความต้องการ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับDSS แบ่งออกเป็น

1)            ผู้ใช้

2)            ผู้สนับสนุน


   1.4 ระบบสาสนเทศสำนักงาน (Office Information System)

ระบบสาสนเทศสำนักงาน (Office Information System)                 หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบแลพัฒนา เพื่อช่วยให้การทำงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพ

หน้าที่ของOIS

1.             ระบบจัดการเอกสาร ประกอบไปด้วยเครื่องมือสำคัญดังต่อไปนี้

1)            การประมวลคำ

2)            การผลิตเอกสารหลายชุด

3)            การออกแบบเอกสาร

4)            การประมวลรูปภาพ

5)            การเก็บรักษา

2.             ระบบควบคุมและส่งผ่านข่าวสารประกอบด้วยรูปแบบในการส่งผ่านข่าวสารที่สำคัญคือ

1)            โทรสาร

2)            ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

3)            ไปรษณีย์เสียง

3.             ระบบประชุมทางไกล เป็นระบบเชื่อมโยงบุคคลตั้งแต่ 2 คนซึ่งอยู่กันคนละที่ แบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้

1)            การประชุมทางไกลที่ใช้ทั้งภาพและเสียง

2)            การประชุมทางไกลใช้เฉพาะเสียง

3)            การประชุมโดยใช้คอมพิวเตอร์

4)            โทรทัศน์ภายใน

5)            การปฏิบัติงานระบบสื่อสารทางไกล

4.             ระบบสนับสนุนการดำเนินงานในสำนักงาน เป็นระบบที่ช่วยให้พนักงานในสำนักงานเดียวกันใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในสำนักงานให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ แบ่งออกได้หลายระดับดังนี้

1)            ชุดคำสั่งสำหรับกลุ่ม

2)            ระบบจัดระเบียบงาน

3)            คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ

4)            การนำเสนอประกอบภาพ

5)            กระดานข่าวสารในสำนักงาน






2.จงเปรียบเทียบระบบ TPS กับระบบ MIS และDSS

ตอบ

ลักษณะของระบบ
ระบบประมวลผลธุรกรรม 
              (TPS)
ระบบสาสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)
 ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ         
            (DSS)                                           
1.วัตถุประสงค์หลัก
ควบคุมการ   ปฏิบัติงาน
สนับสนุนการบริหาร
จัดหาและประมวลสารสนเทศ
2.จุดเด่นของระบบ
รวบรวมและแสดงกิจกรรม
รวบรวม ประมวลผลจัดระบบ จัดทำรายงานหรือเอกสาร
จัดเตรียมสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร
3.ผู้ใช้ระบบ
นักปฏิบัติงาน
ผู้บริหารระดับกลาง
ผู้บริหารระดับสูง
4.ชนิดของปัญหา
มีโครงสร้าง
กึ่งมีโครงสร้าง
ไม่มีโครงสร้าง
5แหล่งข้อมูล
เรียกสารสนเทศมาอ้างอิง
ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล
ใช้โมเดมในการวิเคราะห์
6.ความคล่องตัวของระบบ
สนับสนุนการดำเนินงานในแต่ละส่วน
ระบบจะพิมพ์รายงานออกมาตามระยะเวลาที่กำหนดจึงไม่ได้ผลที่ต้องการในทันที
OnlineและReiltime

              

3.ความกว้างของเทคโนโลยีสาสนเทศได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการบริการสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในปัจจุบัน จงอธิบายผลกระทบทางบวกและทางลบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอบ

ผลกระทบทางบวก

1.             เพิ่มความสะดวกสบายในการสื่อสาร การบริการและการผลิต ทำให้ชีวิตคนในสังคมได้รับความสะดวกสบาย เช่น การติดต่อผ่านธนาคารด้วยระบบธนาคารที่บ้าน การทำงานที่บ้าน ติดต่อสื่อสารด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือการบันเทิงพักผ่อนด้วยระบบมัลติมีเดียที่บ้าน เป็นต้น

2.             การเกิดสังคมแห่งการสื่อสารและสังคมโลก เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเอาชนะเรื่องระยะทาง เวลาและสถานที่ได้ด้วยความเร็วในการติดต่อสื่อสารที่เป็นเครือข่ายความเร็วสูง และที่เป็นเครือข่ายแบบไร้สาย ทำให้มนุษย์ในแต่ละสังคมสามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว

3.             มีระบบผู้เชี่ยวชาญต่างๆในฐานข้อมูลความรู้ เกิดการพัฒนาคุณภาพชิตในด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ แพทย์ที่อยู่ในชนบทก็สามารถวินิจฉัยโรคจากฐานข้อมูลความรู้ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางการแพทย์ในสถาบันแพทย์ที่มีชื่อเสียงได้ทั่วโลก

4.             เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างโอกาสให้คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาสจากการพิการพิการทางร่างกาย เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือคนพิการให้สามารถพัฒนาทักษะและความรู้ได้เพื่อให้คนพิการเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้ผู้พิการจึงไม่ถูกทอดทิ้งให้เป้นภาระของสังคม

5.             พัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่ กระตุ้นความสนใจแก่ผู้เรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อการสอน(Computer-Assisted Instruction;CAI)และการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์(Computer-Assisted Instruction;CAI) ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความWเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น ไม่ซ้ำซากจำเจ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ด้วยระบบที่เป็นมัลติมีเดีย นอกจากนี้ยังมีบทบาทต่อการนำไปใช้สอนทางไกล(Distance Learning)เพื่อผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา

6.             การทำงานเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ ช่วยลดเวลาในการทำงานให้น้อยลงแต่ได้ผลผลิตมากขึ้น เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคำ(Word Processing)เพื่อช่วยในการพิมพ์เอกสาร การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบงานลักษณะต่างๆ

7.             ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการบริโภคสินค้าที่มีความหลากหลาย และมีคุณภาพดีขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้รูปแบบของผลิตภัณฑ์มีความแปลกใหม่และมีความหลากหลายากขึ้นผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามความต้องการ และช่องทางทางการค้าก็มีให้เลือกมากยิ่งขึ้น เช่น การเลือกซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต และการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ผลกระทบทางลบ

1.             ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นสังคม  เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เคยทำอะไรอยู่ก็มักจะทำอยู่อย่างนั้น แต่เทคโนโลยีสาสนเทศเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การ บุคคล วิถีการดำเนินชีวิต แลการทำงาน ผู้ที่รับต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงเกิดความวิตกกังวลขึ้นจนกลายเป็นความเครียดกลัวว่าคอมพิวเตอร์จะทำให้คนตกงาน

2.             ก่อให้เกิดการรับวัฒนธรรมหรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนในสังคมโลก การแพร่ของวัฒนธรรมจากวังคมหนึ่งไปยังอีกสังคมหนึ่ง เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสังคมรับวัฒนธรรมนั้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นในสังคมนั้น เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกทางค่านิยมของเยาวชนด้านการแต่งกายและการบริโภค การมอมเมาเยาวชนในรูปของเมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

3.             ก่อให้เกิดผลด้านศีลธรรม เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านจารีตประเพณีและศีลธรรม แต่การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วในระบบเครือข่ายนั้น เมือมีการแพร่ภาพหรือข้อมูลข่าวสารที่ไมดีไปยังประเทศต่างๆ จะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในประเทศนั้นๆ ทำให้เยาวชนสับสนต่อค่านิยมที่ดีงามดั่งเดิม

4.             การมีส่วนร่วมของคนในสังคมลดน้อยลง กิจกรรมทางสังคมที่มีการพบปะสังสรรค์ก็จะมีน้อยลง สังคมเริ่มห่างเหินจากกัน เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางไกลทำให้ทำงานอยู่ที่บ้านหรือเกิดการศึกษาทางไกลทำให้ไม่ต้องเดินทาง

5.             การละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่มีขีดจำกัดย่อมส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และการนนำเอาข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับบุคคลอื่นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งข้อมูลบางอย่างอาจไม่เป็นจริงหรือยังไม่ได้พิสูจน์ความถูกต้อง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล โดยบุคคลนั้นไม่สามารถป้องกันได้

6.             เกิดช่องว่างทางสังคม การใช้เทคโนโลยีสารนเทศจะเกี่ยวข้องกับการลงทุนผู้ใช้จึงเป็นชนชั้นในอีกระดับหนึ่งของสังคม ในขณะที่ชนชั้นระดับรองลงมามีอยู่จำนวนมากกลับไม่มีโอกาสใช้ และผู้ที่ยากจนก็ไม่มีโอกาสรู้จักเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่กระจายตัวเท่าที่ควร

7.             เกิดการต่อต้านเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการใช้งานมากขึ้นในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษา การสาธารณสุข เศรษฐกิจทางการค้า และธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมการดดำเนินชีวิตในด้านต่างๆโดยส่วนมากยังขาดความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศเครือข่ายและคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในด้านการทำงานคนที่ทำงานด้วยวิธีเก่าๆก็เกิดการต่อต้านเทคโนโลยีเข้ามาใช้เกิดความรู้สึกหวาดระแวงและวิตกกังวล เกรงกลัวว่าตนเองด้อยประสิทธิภาพจึงเกิดภาวะของความรู้สึกต่อต้านกลัวสูญเสียคุณค่าชีวิตของการทำงาน

8.             อาชญากรรมบนเครือข่าย  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆขึ้น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ตัวอย่างเช่น อาชญากรรมในรูปของการขโมยความลับ การขโมยข้อมูลสารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศที่มีการหลอกลวง รวมถึงการบ่อนทำลายข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างในระบบเครือข่าย

9.             ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ การจ้องมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆมีผลเสียต่อสายตา ซึ่งทำให้สายตาผิดปกติ มีอาการแสบตา เวียนศีรษะ นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพจิตเกิดโรคทางจิตประสาท เช่นโรคคลั่งอินเทอร์เน็ต




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น